Holiday Palace ใครเด่น ใครดับ : ยูโร 2016 วันที่ 11

รอบแบ่งกลุ่มยูโร 2016 จบไปเป็นกลุ่มที่ 2 และนี่คือผู้ที่ทำผลงานได้โดดเด่นทางทางดีและไม่ดี

Holiday Palace ดาวเด่น

อารอน แรมซีย์

มิดฟิลด์จากอาร์เซนอลจัดการทำ 1 ประตูกับอีก 1 แอสซิสต์ ในเกมที่เวลส์ไล่ถล่มรัสเซียแบบไม่ไว้หน้า 3-0 โดยตลอดทั้งเกมที่ดาวเตะหมายเลข 10 แห่งทัพมังกรแดงวาดลวดลายในสนาม เจ้าตัวถือเป็นหัวใจสำคัญของเกมในแดนกลางของเวลส์อย่างปฏิเสธไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายบอลแม่นยำ หาพื้นที่ในการทำเกมบุกใส่รัสเซียควบคู่ไปกับการหาโอกาสเข้าทำประตูชนิดที่ได้ลุ้นหวาดเสียวแทบทุกครั้ง พาเวลส์ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

เกี่ยวข้อง
• IN PICTURES: สีสันยูโร 2016 วันที่ 11
• จบที่สอง! สิงโตสุดบู่ได้แค่เจ๊าสโลวัก 0-0
• มังกรแดงผงาด! เวลส์ถล่มรัสเซียไม่ยั้ง 3-0 ซิวแชมป์กลุ่ม
• โคลแมน: เวลส์จะดีกว่านี้ในรอบ 16 ทีม

แกเร็ธ เบล

เป็นอีกหนึ่งเกมที่สตาร์ดังประจำทัพมังกรแดงโชว์ฟอร์มอย่างโดดเด่นในการทำเกมบุกร่วมกับทีม ทั้งจากการใช้ทักษะความสามารถเฉพาะตัวในการพาบอลไปกับตัวเองชนิดที่ฉีกแนวรับของรัสเซียเป็นชิ้นๆ หรือการหาพื้นที่ให้ตนเองใด้โอกาสยิงประตูทั้งในและนอกกรอบเขตโทษ ก่อนที่ดาวเตะวัย 26 ปี จะทำ 1 ประตู ขยับขึ้นไปรั้งเป็นดาวซัลโวประจำยูโร 2016 จากการทำ 3 ประตู

ดาวดับ

อาร์เต็ม ซิวบา

หัวหอกร่างโย่งวัย 27 ปี ได้รับความไว้วางใจจากเลโอนิด สลุตสกี้ ในการลงสนามเป็นศูนย์หน้าตัวเป้าเป็นนัดที่สามติดต่อกัน แต่ในเกมที่รัสเซียพบกับเวลส์ ดาวยิงหมายเลข 22 ไม่สามารถใช้ร่างกายสูงใหญ่เอาชนะแนวรับของทัพมังกรแดงได้เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นจังหวะการแย่งโหม่ง จังหวะเบียดแย่งบอลกับบรรดาผู้เล่นแนวรับของเวลส์ การหาพื้นที่ของตนเองเพื่อหาจังหวะการทำประตู จบสกอร์ไม่เฉียบคม เห็นได้โอกาสยิงจ่อๆหน้าปากประตูช่วงท้ายเกมที่บอลเหินข้ามคานออกไป ก่อนจะโบกมือลายูโรหนนี้ไปตามระเบียบ

เกมรุกทีมชาติอังกฤษ

ทัพสิงโตคำรามที่เกมนี้ รอย ฮอดจ์สัน ให้โอกาสสองซูเปอร์ซับจากเกมดับเวลส์อย่าง เจมี วาร์ดี้ กับ ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ โดยมี จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, แจ็ค วิลเชียร์ และ อดัม ลัลลานา คอยช่วยขับเคลื่อนเกมรุกอยู่แดนกลาง แต่ทั้งหมดกลับมาไม่สามารถสร้างปัญหาให้แก่แนวรับของสโลวะเกียได้เลย และแม้จะเปลี่ยนเอาบรรดาตัวจริงจากเกมก่อนๆทั้ง เวย์น รูนีย์, เดเล อัลลี และ แฮร์รี เคน ลงมาเป็นสำรอง แต่ก็กลายเป็นว่าทุกคนต่างคนต่างเล่น จนแทบจะไม่มีการประสานงานต่อบอลเพื่อหาโอกาสพังประตูแบบสวยงามให้เห็นเลยแม้แต่นิดเดียว